ALPHA

PIN

Alpha (2018)
กำกับโดย: Albert Hughes
เขียนบทโดย: Daniele Sebastian Wiedenhaupt
นักแสดงนำ: Kodi Smit-McPhee, Johannes Haukur Johannesson, Marcin Kowalczyk
ประเภทหนัง: Adventure, Drama, Family

ก่อนอื่น หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ก็เริ่มเข้าใจว่าสุนัขเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์ อยู่เคียงคู่กับมนุษย์ได้อย่างไร มีจุดเริ่มต้นมาจากไหนกัน (แม้จะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาก็ตาม)
เพราะหากคิดย้อนกลับไปเมื่อ 2 หมื่นปีก่อน ความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิตของผู้คนสมัยนั้นยังต้องพึ่งพากันเองเท่านั้น

เริ่มต้นเรื่องราว…
หนุ่มน้อยลูกหัวหน้าเผ่า “เคด้า” ได้ผ่านการคัดเลือก 1 ใน 2 คน เพื่อร่วมกลุ่มล่าสัตว์ประจำปีของเผ่า ซึ่งการคัดเลือกมาจากการสกัดหิน ให้คมที่สุดเพื่อติดไว้ปลายหอกล่าสัตว์ ตรงนี้ตะหงิดๆ นิดนึงในเหตุผลการคัดเลือก ว่าทำไมถึงคัดเลือกกันแค่การสกัดหินว่าใครทำได้คมกว่ากัน ทำไมไม่มีการทดสอบเกี่ยวกับสมรรถนะร่างกาย หรือความกล้า ที่ดูน่าจะสมเหตุสมผลมากกว่า

โดยเริ่มต้น ตัวหนังจงใจสร้างสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมรับรู้ว่า เคด้า เป็นหนุ่มน้อยที่จิตใจอ่อนโยน มักหวาดกลัวในสิ่งที่ผู้กล้าโดยทั่วๆ ไป พึงมี
แต่หลังจากเหตุการณ์ ล่าสัตว์ ที่เคด้า โดนวัวไบซันขวิดจนตกหน้าผา ทำให้พ่อเคด้าและสมาชิกในเผ่า คิดว่า เคด้า ตายแล้วแน่ๆ จึงต้องเดินทางกลับหมู่บ้านไป โดนที่ไม่มี เคด้า ร่วมเดินทาง

เคดา ฟื้นขึ้นมา ถึงรู้ว่า ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางหุบเขาอ้างว้างเพียงคนเดียว ที่มีแต่ภัยอันตราย ทั้งจากสัตว์ต่างๆ และสภาพอากาศ แล้วเขาก็ได้พบกับ “อัลฟ่า” หมาป่า ซึ่งตอนแรก เห็นเคด้าเป็นเหยื่อ แล้ววิ่งไล่เคด้า จนเคด้าต้องใช้หินมีด แทง เพื่อที่จะเอาตัวรอด จน อัลฟ่า ได้รับบาดเจ็บ ทำให้ถูกฝูงหมาป่า ทิ้งไว้เช่นกัน จนเหลือเพียง เคด้า และ อัลฟ่า ตามลำพัง ทำให้เริ่มก่อเกิดความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 เริ่มก่อตัวขึ้นเป็น “มิตรภาพต่างสายพันธุ์” ร่วมกันผจญภัยฝ่าอันตราย ต่างๆ เพื่อหาทางกลับหมู่บ้าน ก่อนที่ทั้ง 2 จะแข็งตายเพราะความหนาวมาเยือน.. ระหว่างการเดินทางนั่นเอง ที่ความกล้าในตัวเคด้า ก็เริ่มค่อยๆ สั่งสมเพิ่มขึ้น โดยมี อัลฟ่า เป็นแรงหนุนทางอ้อม


ความรู้สึกหลังสดับรับชม..

ความรู้สึกที่เอ่อล้นในใจที่สุดในตอนนี้คือ ภาพสวยโคตรรรรรร แต่ละฉากทำออกมาได้สวยมาก จนไม่รู้เราร้องในใจว่า อื้อหือออ อาฮะๆ โอ้ เยส เวรี่กู้ด ไปทั้งหมดกี่ครั้งกัน การออกแบบมุมกล้อง องค์ประกอบภาพมีดีเลิศเพอร์เฟคสุดๆ !!

ส่วนการดำเนินเรื่องในเรื่องนี้ ค่อนข้างผิดคาด.. หนังดำเนินเรื่องค่อยข้างเนิบนาบ และเอื่อยเฉื่อย ไม่ได้มีความรู้สึกลุ้นระทึกหรือเอาใจช่วยตัวเอกมากเท่าไหร่นัก ในโหมดที่ต้องชวนลุ้นนั้น เรามองว่ามุมกล้องและซาวด์ประกอบน่าจะช่วยขับอารมณ์ได้ดีกว่านี้ เหมือนงานภาพของหนังจะไปเด่นในเรื่องวิวเสียมากกว่าเยอะ

ซึ่งนั่นทำให้ภาพรวมของหนังมันออกแนวหนังสารคดี ที่มีเรื่องราวย้อนยุคไปในช่วง 20,000 ปีก่อนเสียมากกว่าที่จะเป็นหนังผจญภัยชวนน่าเอาใจช่วยให้เอาชีวิตรอด ใครที่เป็นคนดูหนังแล้วง่วงง่ายอาจตายภาพตัดเอาตอนกลางเรื่องนี่แหละ..


ช่วงเทใจให้ทีมงานและนักแสดง

อยากจะบอกว่าแอบตกใจ เพราะไม่รู้มาก่อนว่าหนังไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร แต่ใช้ “ภาษาโครมันยอง” ทั้งเรื่อง !! จุดนี้ทีมงานทำการบ้านมาดีมากๆ ในการสร้างภาษาโครมันยองขึ้นมาเพื่อความสมจริง และนั่นหมายความว่านักแสดงทุกคนต้องใช้สกิลในการจำบทพูดสูงมาก !!

ส่วนถัดมาคือ “คอสตูม” ที่แต่งองค์ทรงเครื่องกันแบบจัดเต็มชวนให้ได้กลิ่นเหม็นๆ จากชุดในยุคนั้นโชยมาเลยทีเดียว มันช่วยบิลด์อารมณ์ให้เราเข้าถึงยุคนั้นมากขึ้น หนังพาให้เราได้เห็นว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง ไม่มีอาวุธ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเข็มทิศ ไม่มีรถเก๋งแอร์เย็นอย่างใครเขา~ ( อย่าออกทะเล !! )

และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดไม่พูดถึงไม่ได้คือ.. “หมา” น้องแสดงได้เหมือนหมาจริงๆ มากครับ #ก็นี่มันหมาาาาา!! พูดถึงหมาป่าที่แสนดุร้ายนั่นแหละ ที่พอเข้าโหมดมุ้งมิ้งแล้วมันชวนให้ร้องหงิงๆ ในลำคอตามซะเหลือเกินครับ แต่ก็ไม่ได้เซอร์วิสเอาใจคนรักหมามากเกินไปจนล้นไปทับเนื้อหาส่วนอื่นๆ ถือว่าจัดเวลาออนแอร์ได้ดีครับ

สรุป.. ในแง่ของความสนุก ส่วนตัวมันไม่ใช่หนังที่ดูสนุกเลย จะดูเพลินก็ไม่สุดด้วยการดำเนินเรื่องมันชวนให้หาวเป็นบางช่วง แต่สิ่งที่เป็นตัวชูโรงทำคะแนนได้ดี และจัดว่าดีมากๆ ก็ต้องยกให้เรื่องงานภาพเขาแหละครับ ที่สามารถใช้คำว่า “ดูเพลิน” ได้จริงๆ

Leave Your Comments

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.